Posts tagged: แม่

แม่เปลี่ยนไปทุกวัน

By , 14 August 2010 23:31

วันนี้ .. แม่มานั่งคิดว่า ตั้งแต่มีลูกมาเนี้ย

ตัวเองเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง .. น่าคิดเหมือนกันเนาะ

ไม่นับเรื่อง พุงกองเพิ่มสามเ่ท่า  นมยาวมาถึงสะดือ

อันนั้นไม่ต้องนั่งคิด เห็นกันจะ จะอูยู่ทุกวัน

………………………………

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ อารมณ์เปลี่ยนไปเยอะ

อาจจะด้วยมาจากการเริ่มปฎิบัติธรรมตั้งแต่ก่อนมีปรางนวล

เพราะด้วยการรู้นิสัยส่วนลึก (ภาษาชาวบ้านเรียก สัน-ดาน) ตัวเองดี

แล้วพิจารณากันก่อนแล้วว่า ถ้าใจร้อนปานนี้ ลูกแย่แน่ ๆ

ลูกคงไม่อยากมีแม่อารมณ์เหมือนราคาน้ำมันโลก ขึ้น ๆ ลง ๆ

ขึ้นทีก็ใจแกว่ง ลงทีก็โล่งอก .. ลุ้นกันรอบตัว

แล้วใครที่รู้จักกันมานาน จะรู้ถึง วาจากระชับ ได้ใจความ แต่ไม่ได้ใจใคร

เป็นคนตรง ถึงตรงมาก จนตรงเกินไป และอาจจะทำร้ายใครได้ง่า่ย ๆ ด้วย

อีกอย่างที่เห็นคือ อารมณ์เปลี่ยนง่าย ถูกกระทบง่าย

เรื่องใหญ่คือเรื่องการคิดเยอะ แม่ยุ้ยสมัยสาว ๆ เนี้ย คิดเยอะนะขอบอก

คิดเยอะเนี้ยไ่ม่ใ่ช่ว่าคิดรอบคอบ คิดถี่ถ้วนนะ คิดเรื่องเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา

วนมันอยู่นั่นแล้ว ทำไมนะ จะทำไง อะไรแบบนี้ ควรยังไงดี

แล้วก็จอมวางแผน แผนเยอะ วิธีการเยอะ แนวคิดเยอะ รายละเอียดเยอะ

………………………………….

ไงคะ ดูเยอะไปหมดเนาะ .. เรื่องที่ช่วงนี้สังเกตตัวเองได้ชัดคือ

ใจเย็นลงเยอะมาก  จนคนรอบข้างใกล้ตัว และไกลตัวก็เริ่มเอ่ยปาก

เพราะอะไรรู้ไหมค่ะ ?

การเริ่มต้นจัดการกับอารมณ์ตัวเองก่อน ที่จะมีลูก

หรือระหว่างทางตั้งแต่เป็นแม่ ..มีเหตุผลเดียวเลยคือ

สิ่งที่ดีที่สุดที่แม่คนนี้จะใ้ห้ลูกได้คือ “การเป็นตัวอย่าง”

วันนั้นถามตัวเองเลยว่า สิ่งที่เป็นอยู่มันคือ “ตัวอย่าง” ที่ดีได้รึยัง ?

เพราะยังไงลูกไม้ก็หล่นไม่ไกลต้น เค้าอยู่ในท้องเรา เติบโตมากับเรา

นั่นหละค่ะ จุดเริ่มต้น .. ของการอยากเป็นตัวอย่าง ให้กับลูก

………………………………..

อารมณ์สำคัญกับเ้ด็กมาก .. เด็กรับอารมณ์ของแม่ได้เต็ม ๆ

แม่เครียด ลูกก็ดิ้นพล่าน ๆ อยู่ในพุงนั่นหละ

แม่อารมณ์ดี .. ลูกคงไม่มีทางออกมาขี้วีนได้แน่ ๆ

ก็เลือกแล้วว่าไม่อยากมีลูกเป็นนักเลง .. เลยต้องเริ่มดัดนิสัยตัวเอง

ไม่อยากเป็นผู้ซึ่งจะต้องมาเสียใจในภายหลัง ว่าทำไมฉันทำอะไรลงไป

เพราะทุกอย่างที่คุณทำ มันมีผลถึงชีวิตน้อย ๆ อีกคนที่คุณสร้างเค้ามาแน่ ๆ

………………………………..

อะไรทำให้แ่ม่ยุ้ยเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้

ก็ “ลูก” ไงคะ  เจอคำถามพวกนี้บ่อยมากว่า ไม่เหนื่อยเหรอ

ทำไมดูพลังเยอะ ทำโน้นทำนี่ได้มากมายก่ายกอง

เหนื่อยค่ะ .. ยังกินข้าว ยังไม่ได้ใส่ถ่ายอัลคาไลน์เน้อ

แต่บางเรื่อง เต็มใจทำอย่างมาก .. บางเรื่องจำเป็นต้องทำก็ต้องทำคะ

เพราะอะไร .. เพราะเราไม่ได้ทำให้ใคร เราทำให้ลูกเรา

การที่ลูกมีความสุข สุขภาพดี อารมณ์ดี แนวคิดดี เราก็มีความสุขด้วย

แล้วทำไมเราจะปล่อยเวลาให้มันผ่านไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไร

พอเราคิดว่าเราทำเืพื่อใคร กำลังใจมันมาเองคะ

แล้วสิ่งดี ๆ ในความคิดเราก็จะมาเองเหมือนกัน

……………………………..

ถามว่าเคยคิดไหมว่า ทำไมต้องฉันทำคนเีดียว

ทำไมพ่อปอมันนอนอีกแล้ว

ทำำไมมันเหนื่อยขนาดนี้

เฮ้ย !! ไม่ไหวแล้วนะ พอเหอะ

ความคิดพวกเนี้ย .. มีบ้างเหมือนกันนะ บอกตรง ๆ

แต่มีแค่เรื่องเดียวคือ ทำไมพ่อมันนอนอีกแล้ววะเนี้ย

แต่พอนึกอีกที .. เออเนาะ เค้าซักผ้าอ้อมให้แล้ว ล้างขวดนมให้แล้ว

แม่ยุ้ยถือว่าโชคดีนะคะ เลี้ยงลูกไม่เคยต้องซักผ้าอ้อมเองเลย

ตั้งแต่มีลูกไม่เคยต้องล้างจาน ล้างขวดนมเอง นึ่งก็ไม่ต้อง พ่อปอทำหมด

มีแค่หน้าที่ปั๊มนม ผลิตอาหาร แล้วก็เลี้ยงลูกไปซิ

อารมณ์เหนื่อยมันก็มีบ้างที่ แว๊บมาในใจ ว่าไมเค้านอนอ่ะ เรายังให้นมอยู่เลย

แต่พอคิดได้ว่า เค้า็ก็ทำหน้าที่ของเค้าให้เราครบถ้วนแล้ว ก็โอเค

นั่นเพราะ เรา่ช่วยกันเสมอคะ .. เราคุยกันว่าเราต้องช่วยกัน

ในเมื่อตอนอยากมีลูก ไ่ม่ได้อยากมีคนเีดียวนินา

…………………………..

แล้วความรู้สึกว่า ทำไมเราเหนื่อยคนเีดียวมันก็ค่อย ๆ หายไป

เพราะเราเหนื่อยกันทุกคน เพียงแต่ อาจจะทำในเรื่องที่แตกต่างกัน

แต่สุดท้าย เราก็ทำเพื่อคนคนเดียวกัน คือลูกน้อยหอยสังข์ของเรา

………………………….

การปฎิบัติธรรม ทำให้ การคิดเกินความจำเป็นหายไปเยอะ

ด้วยเพียงคำของพระท่านที่บอกว่า “ใ้ห้อยู่กับปัจจุบันขณะ”

ยังจำได้ว่าสมัยปั๊มนมให้ปรางกินใหม่ ๆ วันต่อวันเลยนะ

ไม่คิดด้วยว่าพรุ่งนี้จะไม่พอ หรือว่าพอไหม ไม่สนใจ

วันนี้ปั๊มไป .. ถ้าวันนี้เราขยันปั๊มให้ถึงที่สุด ก็รอดวันนี้ไปได้แล้วหละ

ตอนนี้ใช้วิธีนี้กับหลายเรื่องมากคะ แทบจะทุกเรื่องในชีวิตก็ว่าได้

ไม่เอาทุกข์อนาคตมาใช้ค่ะ.. ครูอั๋นถามว่า จะให้ปรางเรียนประถมที่ไหนคะ

มีคำตอบให้ครูอั๋นเลยว่า ยังไม่ได้คิดคะ อีกหลายปีเชียวไว้ใกล้ ๆ ว่ากัน

แค่มีแนวคิดว่า อยากให้เรียนแนวทางเลือกนี่หละต่อไป

เพราะเน้นให้ลูกมีความสุขมากกว่า สิ่งอื่นใด เท่านั้นเอง

หรือทุกวันนี้ .. เรียกได้ว่า ไม่มีแผนระยะยาวในระดับที่ละเอียด

วางทุกอย่างเป็นโครง ๆ แล้วก็ว่ากันไปรายวัน คิดทำเท่าที่วันนี้ต้องทำ

รู้ไหมคะว่าเราเสียพลังงานในการคิดล่วงหน้าไปเยอะมาก

คิดไปก่อนทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรไหม

บางทีคิดไปทั้งคืน นอนไม่หลับ เช้ามากลับไม่มีอะไรอย่าที่คิดเลยก็ได้

เสียเวลานอนไปตั้งหลายชั่วโมงแน่ะ สู้นอนให้หลับ พรุ่งนี้จะได้มีแรงรพร้อยลุย

………………………………..

พอทุกข์ล่วงหน้าน้อยลง ก็จะมีอารมณ์ใจที่อยู่กับวินาทีตรงหน้ามากขึ้น

เรื่องกวนใจในหัวก็จะน้อยลง พอไม่มีอะไรกวนใจมาก

ก็จะไม่หงุดหงิดง่าย ไม่เซ็งเป็ดกันทั้งวี่วัน กับเรื่องที่ไม่รู้จะเกิดไหม

พอเป็นแบบนี้เหมือนเราตัดเรื่องไม่จำเป็นออกไปได้เยอะเลย

ใจก็จะสบายขึ้น .. อารมณ์ก็จะดีขึ้น

ยกตัวอย่างนะ ทำกับข้าวให้ลูกเนี้ย ไม่ต้องคิดตั้งแต่หั่นผักว่า

ทำไปเนี้ยจะกินรึเปล่า แล้วถ้าไม่กิน ก็เสียของอีก

เนี้ยค่ะ มันเซ็งตั้งแต่หั่นผักแล้ว กับเรื่องที่ยังไม่เกิด

ตอนนี้ หั่นผัก ก็คิดไปค่ะว่าจะหั่นละเอียดแค่ไหน หยาบไปรึเปล่า

ผักนี้จะต้องใส่ก่อนหรือว่าใส่หลัง คิดกับเรื่องที่เรากำลังทำ พอแล้วค่ะ

ทำมาแล้วกินไม่กิน เดี๋ยวว่ากัน .. ลูกไม่กิน เีดี๋ยวพ่อก็ต้องกิน

หรือว่าพ่อไม่กิน เราก็ต้องกินเองหละ ด้วยความเสียดาย อิอิ

อย่างมากถ้าลูกไม่กิน ก็แค่จำไว้ว่า เมนูนี้ ไม่ผ่าน คราวหน้าไ่ม่ทำ

คงเพราะคิดแบบนี้มั้งค่ะ แม่ยุ้ยเลยยังตะบี้ตะบันทำโน้นทำนี่ให้ปรางกินได้ทุกวัน

……………………………………….

เดี๋ยวนี้ที่เห็นอีกอย่างคือ ชีวิตแม่ยุ้ยช้าลงเยอะ

แต่คนเป็นคนทำอะไรปุ๊ปปั๊บ คิดนี่ทำ คิดโน้นทำเลย

ช้าลงเยอะค่ะ .. รู้สึกว่าพอชีวิตมันช้าลงเรามีเวลาสุขกับมันมากขึ้น

คิดจะไปไหนสักที่ ไม่ใ่ช่ว่าจะได้ไปเลย ต้องดูอีกว่าลุกจะยังไง

ลูกกินข้าวยัง ไปตอนนี้จะได้กลับกี่โมง ลูกจะไ้ด้นอนกี่โมง

จากการเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง อยากทำในสิ่งที่เราอยากทำ

มันกลายเป็นต้องหันไปดูแล้วว่า ลูกหละ จะทำกิจกรรมนั้นร่วมกับเราได้ไหม

ทุกวันนี้การไปเที่ยวของบ้านนี้ ส่วนใหญ่คือ ไปที่ที่เด็กชอบ

ไม่ใช่ไปในที่ที่พ่อแม่ชอบไป หรือว่าู้ผู้ใหญ่อยากไป

บางทีถ้าเราอยากไป ก็ต้องมาดูแล้วว่ามันมีอะไรที่ทำให้ลูกตื่นเต้นได้บ้าง

อย่างที่ไปสัมมนาที่อัมพวา พ่อแม่ต้องไปเรียนหนังสือ

ลูกกับยายก็ต้องไป เพราะจะหนีบไปเที่ยวด้วย (บ้านนี้ไปไหนไปยกครัวเรือนเสมอ)

เราก็เลยคิดกันว่า เอาตลาดน้ำมาให้ยายบันเทิง

เอาหิ่งห้อยมาเป็นจุดทำให้ปรางนวลตื่นเต้นและได้เรียนรู้

ส่วนพ่อกับแ่ม่ก็บันเทิงตามคุณยายกับปรางนวลไป แล้วก็ได้เรียนหนังสือด้วย

……………………………………

นี่ไม่ได้ตีลูกมานานแล้วเหมือนกันนะคะ .. ไม่ได้เสียงสูงใส่ด้วย

เพราะเราเริ่มมองลูกด้วยใจของเด็ก

พยายามจะคิดว่า เด็กสามขวบทำแบบนี้ เค้าคิดอะไร ?

อย่าเอาความคิดของเด็กสามสิบไปตัดสินเค้า

แต่เรามีแนวทาง เหตุและผลแจ้งให้เด็กสามขวบของเรารู้

จากประสบการณ์ของเด็กสามสิบอย่างเรา แล้วให้เค้าเลือกเอา

นั่นคือการพยายามจะเข้าใจในทุก ๆ อย่างและยอมรับมัน

ลูกน่ะ เค้าเพิ่งเกิดมาแค่ สามปี บางอย่างก็อย่าไปอะไรมากมาย

แต่บางอย่างก็ต้องเริ่มให้เรียนรู้ว่า ควรจะเป็นแบบนี้แบบนั้น

กับคนรอบข้างก็เหมือนกันคะ .. เข้าใจเค้า มองในแบบที่เค้าเ็ป็น

อย่าไปมองในแบบที่เราคิดว่าเค้าจะเป็น

แ้ล้วก็อย่าคิดแทนใครเชียว เพราะเราไม่ใช่เค้า แม้กระทั่งลูกนะ

……………………………………..

ถ้าไม่มีลูก ก็คงไม่ได้คิดอะไรแบบนี้ได้

บางทีเรื่องเล็ก ๆ สำหรับแม่พ่อ อาจจะใหญ่โตสำหรับเค้ามากนะเด็กน่ะ

เคยนะ ลูกเลือกเสื้อสีแดง กางเกงสีเขียว แม่ทำหน้าตกใจ

มันไม่ใช่อ่ะลูก มันไม่เข้ากันเลย เปลี่ยนอันนี้นะ สวยกว่าเยอะ

แต่ถามว่า เด็กไมู่้รู้หรอกว่า เข้ากัน ไม่เข้ากัน คืออะไร

แต่เค้าคิดว่า เค้าได้เลือก เค้าภูมิใจ เค้าว่าแบบนี้คือสวย

ปล่อยเค้าค่ะ .. เดี๋ยวนี้ปล่อยเลย

ให้เค้าสวยในแบบเด็กสามขวบ อย่าเอาสวยแบบป้าสามสิบไปเทียบเชียว

…………………………………..

การยอมรับความจริง  นี่ก็ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป

ยิ่งเรายอมรับอะไรได้มากแค่ไหน เราก็จะแบกโลกน้อยลงเรื่อย ๆ

ลูกเราไม่ได้เก่ง ไม่ได้เข้มแข็งมากมาย ไม่ได้แข็งแรงที่สุด

เพราะอะไรค่ะ ไม่มีใครเก่งทุกเรื่อง ทุกด้าน ลูกเราอาจจะไม่เก่งกีฬา

แต่เค้าก็อาจจะเก่งในด้านศิลปะ หรือว่าดนตรี

จริง ๆ เอาแค่ว่า เค้ามีความสุขกับด้านไหนมากกว่า น่าจะดีกว่าเก่งด้วยซ้ำนะ

เด็กสามขวบก็คงไ่ม่ได้เข้มแข็งได้มากมายนัก เค้าก็ทำได้ตาวัยเค้า

เราเองบางเรื่องยังแอบร้องไห้เลยเนาะ !! อย่าไปคิดว่าอะไรนิดหน่อยก็ร้องไห้

ทำไมลูกเป็นงี้หละ .. เค้าเป็นงั้น มันก็มาจากเราันั่นหละคะ

ไอ่คำว่า ทำไมลูกเป็นงี้ เราคิดได้จนกระ่จ่างแจ้งมาแล้ว

ทุกเรื่องที่ลูกเป็น มันมาจากพฤติกรรมพ่อแม่ทั้งนั้นเลย

แต่พ่อแม่สักกี่คนจะกล้าที่จะยอมรับ ว่ามันมาจากตัวเอง

………………………………………

เรื่องลูกป่วย ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับบ้านนี้เหมือนกัน

ไม่ใช่ว่าไม่ดูแลนะคะ ดูแลค่ะ ทำเหมือนพ่อแม่ทั่ว ๆ ไป

แต่ก็จะไม่ได้ดูแลจนเกินไป ลูกบ้านนี้ถูกปรับพฤติกรรมเยอะ

แต่ก่อนดูแลเค้ามากมายไปหน่อย จนต้องลดดีกรีลง

แค่ทำใจได้ว่า ไม่มีใครไม่ป่วยเลยบนโลกใบนี้

เท่านั้นเอง เลยทำให้ ไม่ตาโตเวลาคนนั่งกินข้าวโต๊ะข้าง ๆ ไอโขลก ๆ

ไม่เหล่ตามองว่าใครจามบ้าง จะได้พาลูกหลีกไปไกล ๆ

ไ่ม่พาลูกเข้าบ้านเมื่อพบว่า เด็กที่เล่นด้วย น้ำมูกยืด

ปล่อยให้ร่างกายได้ผลิตภูมิต้านทานบ้างค่ะ .. เราห่อลูกไว้ในกล่องไม่ได้

…………………………………..

ความคิดแบบนี้ แต่ก่อนไม่เป็นนะขอบอก

ลูกป่วย ก็คิดอยู่น่านแล้ว ทำไมอ่ะ ก็ไม่ได้ไปเจออะไรนะ

ของเล่นห้างก็ไ่ม่ได้เล่น .. อะไรที่เค้าบอกว่าไม่ดี ก็ไม่เคยให้ทำ

ใครไอ ใครจาม นังแม่พาหลีกลี้หนีไกลหมด

พ่อเป็นหวัด แม่แทบจะไ่ล่ไปนอนโรงรถ

แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว .. เพียงเพราะว่า

“เราห่อเค้าไว้ในสภาพแวดล้อมที่เราัจัดวางไว้ตลอดไม่ได้”

เราควรทำให้เค้าสามารถอยู่ได้ในทุกสภาพแวดล้อมต่างหาก

เปลี่ยนจากวิตกกังวล เป็นเตรียมพร้อมรับมือจะีดีกว่า

…………………………………….

ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ เปลี่ยนแปลงได้ เพราะปรางนวลทั้งสิ้น

แม้กระทั่งภาพที่จะได้เห็นข้างล่างนี้

การทำในสิ่งที่ควรทำ ถึงแม้จะไม่เคยทำมาก่อน

ต้องขอบคุณอนุบาลช้างเผือกที่สอนทั้งลูกและ่แม่

Panorama Theme by Themocracy