Posts tagged: อนุบาลช้างเผือก

อำลา..อนุบาลช้างเผือก

By , 2 May 2011 22:41

เวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา ปรางนวลเป็นเด็กในรั้วช้างเผือก

โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนแรกในชีวิตของเด็กหญิงปรางนวลของแม่

ถือว่าเป็นความทรงจำแรกในชีวิตเกี่ยวกับโรงเรียและครูพร้อมทั้งเพื่อน ๆ

อนุบาลช้างเผือกให้อะไรมากมายกับปรางนวลและแม่อย่างแม่ยุ้ย

เราได้เรียนรู้ไปพร้อมกับลูก ได้แง่มุมในการมองชีวิตในหลากแง่หลายมุมมากขึ้น

หลายต่อหลายสิ่ง หลายต่อหลายอย่างคือ บทเรียน และ ประสบการณ์

ที่จะเป็นบทแรกของชีวิตเด็กคนนึง เพื่อจะก้าวเดินไปสู่บทต่อต่อไปในอนาคต

และก็เป็นบทเรียนบทเรียก สำหรับแม่ที่จะต้องเป็นผู้เลือกเส้นทางการศึกษาให้ลูก

ด้วยวิถีแห่งการพัฒนาเด็ก ที่มองจากความสำคัญของ ธรรมชาติที่เด็กมี

การหล่อหลอมคนหนึ่งคนที่พร้อมจะก้าวสู่โลกกว้าง ด้วยความเป็นคนที่มีสัญญาณชีวิตเต็มเปี่ยม

เป็นสิ่งที่แม่อย่างฉันได้รับรู้จากโรงเรียนอนุบาลช้างเผือกนี้

สำหรับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะข้อมูลในการพัฒนาลูก หรือแม้แต่การได้รู้จัก ครูพบ

ก็มาจากการได้ก้าวเข้ามาอยู่ในรั้วของช้างเผือกอีกเช่นกัน

แต่ด้วยการเลี้ยงลูกบนพื้นฐานของ “ความจริง” ที่มองทุกอย่างลงไปที่ปัจจุบัน

จึงทำให้แม่อย่างฉัน ตัดสินใจ ยื่นหนังสือลาออกจากอนุบาลช้างเผือก

ด้วยเหตุผลไม่กี่ข้อ ที่ฉันและครอบครัวปรึกษาหารือกันแล้วว่า

วันนี้เราควรจะเลือกที่จะฟื้นฟูสุขภาพปรางนวลของเราก่อนสิ่งอื่นใด

ตลอดเวลาปีนึงที่ผ่านมา ฉันเองมองข้ามหลายต่อหลายสิ่งเพียงเพื่อ

ความต้องการจะให้ลูกได้อยู่ในแนวทางที่แม่และพ่อคิดว่า ดีสำหรับลูก

ตอนนี้สภาพความเป็นจริงของครอบครัวเราเปลี่ยนไปหลายอย่าง

ซึ่งหลายอย่างที่ว่านั้นก็ส่งผลกระทบกับสถานะภาพทางการงานของแม่และพ่อ

เราเริ่มคุยกันว่า เราอาจจะไม่พร้อมส่งลูกเรียนด้วยงบประมาณต่อปีขนาดนี้

เราอาจจะไม่พร้อมจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลลูก ที่จะต้องเข้า ร.พ. เช่นปีที่ผ่านมาอีก

เราจึงมานั่งคุยกันถึง สาเหตุของปัญหาต่าง ๆ ที่เราพอจะแก้ไขหรือว่าป้องกันได้

และเราก็ค้นพบว่า ภารกิจของพ่อแม่ในปีนี้คือ การฟื้นฟูสุขภาพปรางนวลก่อน

ปีที่ผ่านมา ปรางนวลเป็นเด็กขึ้นชื่อว่าป่วยบ่อยมากในโรงเรียน (พ่อแม่หลายบอกเช่นนั้น)

สาเหตุที่เรามองเห็นหลัก และเป็นประการแรกคือ ระยะเวลาในการอยู่บนรถโรงเรียน

ปรางต้องใช้เวลาอยู่ในรถโรงเรียนนานถึงเกือบสองชั่วโมง โรงเรียนเลิกสามโมงเย็น ถึงบ้านห้าโมงเย็น

ลงรถมาคอพับคออ่อน .. หลับมาในรถโรงเรียนประจำ พอตกกลางคืนไม่อยากนอนแล้วซิ

ก็ถือว่าเป็นจุดที่เริ่มต้นของการผิดปกติชีวิตเด็กแล้วหละ

แล้วเราก็มีข้อจำกัดว่าเราไปรับลูกเองไม่ได้ .. ดังนั้นเราก็ต้องหาวิธีแก้ไขทางอื่นกันต่อไป

…………………………………………………….

และด้วยสภาพของครอบครัวเราในปัจจุบัน แม่ลางานไม่ค่อยได้แล้ว

เพราะลาในช่วงที่ปรางป่วยจนขึ้นติดอันดับบริษัทกันเลยก็ว่าได้

ได้รับการตักเตือนจากผู้ใหญ่เรียบร้อย ดังนั้นการลาไปร่วมกิจกรรมตามแนวทางโรงเรียน

ก็คงจะไม่สามารถทำได้เช่นที่เคยเป็น .. และก็ได้ลองไม่ไปร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เหมือนกัน

ก็แอบสังเกตอาการของลูก แล้วก็ตระหนักแล้วว่า ถ้าเราไม่พร้อมในแนวทางนี้

เราควรจะเลือกที่จะเดินออกมาดีกว่า .. เพื่อไม่ให้ลูกอยู่ตรงนั้นด้วยความรู้สึกไม่เข้าใจ

ว่าทำไมแม่ไม่มาเหมือนกับแม่คนอื่นเค้า … ด้วยความไม่สบายใจของแม่เองด้วย

ในเมื่อเราไม่พร้อมจะพัฒนาเค้าในแนวทางนี้ ถอยออกมาพัฒนาของเราข้างสนามดีกว่า

ข้อมูล แนวทาง หรือวิธีการมีมากมาย โลกไซเบอร์ช่วยได้เยอะ

อาศัยว่าแม่ต้องขยันอ่าน และให้เวลาลูกมากหน่อย ก็จัดการกันไปในวันหยุดและหลังเลิกงาน

แล้วปรางเองก็เป็นเด็กเอียงข้างเดียว อย่างที่ครูหมีบอกกับแม่

แม่อย่างฉันยิ่งจะต้องจัดสรรเวลา เพื่อจะพัฒนาลูกให้สมดุลขึ้นมาได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

ตามกำลังของแม่หนึ่งคนจะทำได้ .. เพราะถ้าการเอียงข้างเดียวอย่างที่ครูหมีบอก

มันจะมีผลกับชีวิตลูกของแม่เช่นนั้นไปตลอดชีวิต ทำไมคนเป็นแม่จะอยู่นิ่งได้

หากความพร้อมที่จะถูกพัฒนาในเวลาของโรงเรียนไม่ได้เต็มที่เท่าอยู่ช้างเผือกอย่างที่ครูหมีบอก

นอกเวลาแม่ยิ่งต้องทำให้เต็มที่ .. ซึ่งแอบเบาใจสักหน่อยในเรื่องของข้อมูลแนวทาง

เพราะแม่เองก็มีจิตแพทย์ประจำครอบตัวอยู่ข้างตัว น้า ๆ คงไม่ทิ้งหลานให้เอียงข้างไปจนโต

……………………………………………

ในเมื่อโลกแห่งความเป็นจริงกำลังจะแสดงให้ลูกเห็น

ลูกจะได้เจอสภาพแวดล้อมใหม่ ในโรงเรียนธรรมดา และแนวการเรียนแบบทั่วไป

ปรางจะได้สัมผัสอีกรูปแบบหนึ่งของการเป็นเด็กอนุบาล ซึ่งคงแตกต่างจากปีที่ผ่านมาแน่นอน

แม่เองไม่ได้หวังอะไรมากมายเลย หวังแค่เพียง ลูกกลับถึงบ้านไวขึ้นมีเวลาวิ่งเล่น

ลูกกินได้ นอนหลับ แล้วก็มีความสุข เพราะยังคงใช้ ความสุขของลูกเป็นตัวนำทิศทาง

และวันนี้ที่ตัดสินใจย้ายโรงเรียนปรางนั้น เราเองก็ถามไถ่และสังเกตสังกาหลายต่อหลายอย่างแล้ว

การได้ไปลองเรียนโรงเรียนธรรมดาที่บอก เพียงเพราะต้องการหาที่เอาลูกไปเล่น

ไม่ได้อยากให้อยู่บ้านแล้วติดทีวี นอนตอนเย็น กลิ้งไปกลิ้งมาทั้งวัน

เรากลับไปค้นพบว่า มีโรงเรียนที่ส่งลูกเราถึงบ้านได้ไวขึ้น ในระยะทางที่ไปส่งตอนเช้าไม่ไกลมาก

ค่าเทอมถูกกว่า เพราะโรงเรียนรับเงินสนับสนุนของรัฐบาล

ไม่มีกิจกรรมที่ต้องร่วมบ่อยครั้ง ให้ต้องลางานไปร่วมบ่อยนัก

และสุดท้าย ลูกกินได้ นอนหลับ กลับมาสดใสร่าเริง

วันนี้ .. แม่เลือกที่นี่เพื่อจะฟื้นฟูสุขภาพปรางก่อน แล้วปีหน้าเราค่อยว่ากัน

ว่าเราจะนำปรางกลับไปเรียนในแนวทางเลือกอีก หรือว่า จะดำเนินไปถามวิถีปัจจุบัน

วันนี้แม่มีความคิดว่า แม่ก็เป็นผู้คอยบอกให้ลูกรู้ว่า สิ่งที่เห็น อะไรคือสิ่งที่ควรทำ หรือไม่ควรทำ

แม่มีหน้าที่ปล่อยให้ลูกได้ลองผิดลองถูก ตามวัยของลูก

เพราะวันนี้เราคงต้องเลือกจากปัจจัยที่เราเห็นและจับต้องได้ และตามกำลังที่เรามี

แม่เลือกแค่ว่า ขอให้ลูกแม่เติบโตจากสิ่งที่เราควรจะเป็น ไม่ใช่สิ่งที่เราพยายามจะเป็น

เราหล่อหลอมกันด้วยตัวอย่างจากความเป็นจริง เพราะลูกก็ยังต้องอยู่ในสังคมที่จะแสดงความจริงอยู่

วันนี้ความจริงอย่างแรกที่แสดงให้ลูกเห็นแล้วคือ ความเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นได้

วันนึงที่เราเคยมี .. มันก็สามารถมีวันอื่นที่เราจะไม่มีได้เช่นกัน

แต่แม่เชี่อมั่นในเลือดที่วิ่งอยู่ในตัวลูกของแม่ .. ว่าลูกของแม่ จะปรับตัวได้

แม่เองก็ไม่ได้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่พรั่งพร้อม ออกจะลำบากขัดสนกว่านี้ด้วยซ้ำ

เราก็ยังเติบโตมาอยู่ในหนทางของความเป็นจริงได้ ด้วยการรู้จักประมาณตน

และเรียนรู้ที่จะพอกับสิ่งที่เรามี .. แม่ว่าการเป็นตัวอย่างในสิ่งต่าง ๆ

ก็ถือว่า แม่เป็นครูของลูกแม่ได้ ด้วยสิ่งที่แม่เป็น

……………………………………………..

สำหรับในตอนนี้ .. แม่มีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินชีวิตต่อไปด้วยความเป็นแม่

แม่เองไม่ได้ตัดสินใจอะไรลงไปเพียงเพราะต้องการสิ่งอื่นใด นอกจากความสุขของลูก

แต่ก็เป็นความสุขที่พอเหมาะ พอสมกับความเป็นไปของครอบครัวเราในวันนี้

แม่เองได้แต่ขอบคุณครูหมี ที่เป็นครูคนแรกของลูก และเป็นครูประจำบ้านของเรา

ไม่ว่าชีวิตปรางจะไปผ่านสักกี่โรงเรียน มีครูอีกกี่คน คำว่า ครูประจำชั้นคนแรก ก็คือครูหมี

และโรงเรียนที่ปรางก้าวเข้าไปเรียน ก็ยังเป็นอนุบาลช้างเผือกอยู่ดี

ขอบคุณสำหรับหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆอย่างที่สังคมช้างเผือก ได้สอนให้เราสองคนแม่ลูก

เราสองคนได้เข้าใจถึงหลายแง่หลากมุมมากมายจากมุมมองที่มองผ่านสังคมช้างเผือก

………………………………………………

ครอบครัวเราไม่มีอะไรจะตอบแทนโรงเรียนและครู คงจะบอกได้เพียงว่า

ณ วันที่เราอยู่ตรงนั้น เราเป็นสมาชิกที่เต็มที่ในการช่วยกิจกรรมโรงเรียนในทุกด้านตามกำลังของเรา

เราเปิดใจรับฟังและเข้าใจในแนวทางและเหตุผลของโรงเรียนเสมอมา

จุดนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เราดีใจ ที่เราได้ทำในทุก ๆ วันของเราในรั้วช้างเผือกอย่างเต็มใจมาตลอด

วันนี้..เราแค่อยากบอกลา .. และแสดงความบริสุทธิ์ใจในการตัดสินใจก้าวออกมาของเรา

เพราะเราทำเพียงเพื่อประคับประคอง ครอบครัวของเราให้เดินหน้าต่อไปได้

ความจริงของเรา .. อาจจะเข้าใจยากสำหรับหลายต่อหลายคน

เพียงแต่วันนี้ เราแค่มีหน้าที่ ต้องยอมรับความจริงและก้าวเดินต่อไปเท่านั้นเอง

 

 

 

 

 

 

 

Panorama Theme by Themocracy