ฝึกวิทยายุทธ..สกัดจุดลูกจอมเฮี้ยว ตอนที่ 3

By Yui, 25 August 2010 16:47

มาเพิ่มให้ต่อจากความเดิมสองตอนที่แล้วนะคะ

ช่วงนี้งานยุ่งใช้ได้เลย และจะยุ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

เลยคิดว่ารีบมาอัพเรื่องนี้ให้จบจะดีกว่า เดี๋ยวแม่ ๆ จะรออ่านกันนานไป

เอาต่อด้วยเรื่อง “แม่น้องข้าวหอม” ดีกว่าค่ะ เคสตัวอย่างนี้ได้อะไรเยอะเลย

……………………………

คืออย่างนี้ค่ะ ครูพบให้ยกมือถามคำถาม แม่น้องข้าวหอมก็ถามคะ

ว่าลูกสาว คือน้องข้าวหอม (เรียนห้องเดียวกะปรางนวล) ตอนนี้คือ

อยากจะทำอะไรเอง แล้วพอทำไม่ได้ ก็โมโหตัวเอง หงุดหงิดร้องไห้

เช่น ใส่เสื้อจะติดกระดุมเอง พอติดไม่ได้ ก็ร้องไห้ว่ามันทำไม่ได้

พอแม่จะเข้าไปช่วย ก็บอกว่าไม่ต้อง ๆ จะทำเอง แล้วก็ร้องไห้เสียงดัง

ครูพบเลยเชิญแม่น้องข้าวหอมออกมาด้านหน้า แล้วก็เหมือนเดิมค่ะ

ให้แม่น้องข้าวหอมแปลงร่างเป็น “ข้าวหอม” เสียเอง แล้วก็ครูพบจะเป็นแม่ให้

จะบอกว่า แม่น้องข้าวหอม แสดงได้เหมือนข้าวหอมมาก ทั้งร้องไห้ สะบัดมืดกระพือเสื้อ

เลยทำให้ผู้ปกครองที่เข้าร่วมฟังบรรยาย ได้อรรถรสอีกรูปแบบนึง

และก็ทำให้น่าสนใจมากขึ้น เพราะเคสนี้ น่าจะเป็นเหมือน ๆ กันทุกบ้าน

…………………………

ข้าวหอม : มันติดไม่ได้อ่ะ กระดุมเนี้ย (เสียงสูงอารมณ์เสีย)

คุณแม่ (ครูพบ) : ร้องไห้ทำไมเหรอลูก

ข้าวหอม : มันติดไม่ได้ กระดุมเนี้ยมันติดไม่ได้

คุณแม่ : มันยากใช่ไหมลูก ไหน ๆ แม่ดูซิ

ข้าวหอม : ก็ยังคงร้องไห้ ด้วยอาการหงุดหงิด “ติดไม่ได้  ๆ ”

คุณแม่ : ใช่จริง ๆ ด้วยลูก มันยากเนาะ

ข้าวหอม :  ฮือ ๆ ไม่ได้อ่ะ ทำไม่ได้

คุณแม่ : แม่ก็ว่ามันยากนะ แต่ไหน ๆ ลองดูซิ หรือว่าเราจะไม่ติดมันดีไหม ?

ข้าวหอม : จะติด ๆ จะทำเอง ๆ

คุณแม่ : แต่แม่ก็ว่ามันยากอยู่นะ รูมันเล็กนิดเดียวเอง

………………………………..

ครูพบถามแม่น้องข้าวหอมระหว่างนั้นว่า

เหตุการณ์จริง คุณแม่ทำยังไงในวันนั้น

แม่น้องข้าวหอมบอกว่า ก็บอกลูกว่า จะทำให้ เค้าก็ไม่ยอมจะทำเอง

แล้วก็บอกว่า ลูกก็เอากระดุมใส่ไปในรูซิ

ครูพบเลยบอกว่า เราต้องดูแลความรู้สึกของลูกก่อนจะให้เหตุผลเค้า

อย่างตัวอย่างที่ครูพบทำให้ดูคือ การทำตัวเป็นพวกเดียวกับลูก

คือเข้าใจเค้านะ ว่ามันยากสำหรับเค้า พยายามบอกให้รู้สึกว่า

แม่ก็รู้สึกว่ามันยากเหมือนกัน เพื่อให้ลูกรู้ว่า ยังไง ๆ แม่ก็อยู่ข้าง ๆ นะ

แล้วรอลูกอารมณ์คลายลงก่อน แล้วค่อย สอนวิธีการกัน

ครูพบบอกอีกว่า เหมือนเรา กำลังหัวเสีย แ้ล้วมีคนมาบอกว่า ทำอย่างนี้ซิ ทำอย่างนั้นซิ

………………………………..

เรื่องนี้ ทำให้ได้ฉุกคิดนะ .. เรามักจะเอาวิธีการที่ถูกต้องใส่ให้ลูกทันที

โดยลืมนึกไปว่า ตอนนั้น ผู้รับพร้อมจะรับวิธีการของเราไหม

อยู่ในภาวะอารมณ์ที่พร้อมจะเรียนรู้รึยัง ?

มันก็เลยนึกย้อนไปถึงที่ครูพบบอกในตอนแรกว่า

พวกเราเนี้ย สอนลูกกันทุกวินาทีเลย ไม่ต้องสอนกันขนาดนั้นก็ได้

เว้นการสอนในสภาวะอารมณ์แบบนี้ สักช่วง ก็น่าจะดีเนาะ

………………………………..

ต่อจากนั้น ก็จำได้บ้างไม่ได้บ้างแล้วหละ แต่จำได้เรื่องการระบายความโกรธของเด็ก

ครูพบบอกว่า การแสดงความโกรธของเด็กถูงแบ่งออกเป็น 4 ระดับ คือ

1. ระดับก่อนพฤติกรรม : คือโกรธนะ แต่ยังทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ร้องดิ้นไปดิ้นมา

เก็บความโกรธนั้นไว้กับตัว เหมือนเด็กเล็ก ๆ ที่ยังทำอะไรไม่ได้ พอพ้นวัยนั้นมาก็จะเป็น

ระดับต่อไป คือ

2. ระดับการระบายพลัง : คือการขว้างของ กัดคนอื่น ทุบตีคนอื่น คือเด็กวัยนี้จะรู้จักการ

ระบายความโกรธไปยังต้นเหตุของอารมณ์โกรธของตัวเองได้แล้ว คือโกรธใครก็กัดคนนั้น

หรือว่า ไม่พอใจใครก็ขว้างของใส่ไป พอโตขึ้นมาหน่อย ก็จะเป็น

3. ระดับการใช้สัญลักษณ์หรือใช้จินตนาการระบายความโกรธ : น่าจะเป็นวัยอย่างปรางนวล

คือรู้จักใช้จินตนาการในการเล่น ก็รู้จักใช้จินตนาการในการระบายความโกรธ อย่างเช่น

จะเอายาพิษมาให้ครูกินเลย เพราะครูทำให้ไม่พอใจ หรือว่าขัดใจ หรือว่าจะเอามีดมาแทง

เอารถถังมาทับครูให้แบนไปเลย  ซึ่งครูพบก็ถามว่า ระหว่างระดับที่ 2 กับ 3 อันไหนดีกว่ากัน

แม่ ๆ หลายคนก็คิดว่าระดับที่ 2 ดีกว่า เพราะก็ดูไม่รุนแรงถึงขั้น จะทำให้ใครเจ็บ ใครตายเนาะ

แต่ครูพบบอกว่า ระดับที่ 3 ดีกว่านะ เพราะเด็กใช้จินตนาการ ไม่ได้ทำจริง ๆ

แล้วเด็กที่เปลี่ยนการระบายความโกรธจากระดับที่ 2 เป็นระดับที่ 3 ถือดีเพราะ

จะทำให้ลดพฤติกรรมการทำ้ร้ายคนอื่นลงได้  เพราะเด็กดับความโกรธได้ด้วยจินตนาการ

…………………………………..

ครูพบยกตัวอย่างว่า มีเด็กเล่นกันแล้วโกรธครูพบ

บอกว่า จะเอาปืนมายิงครูพบเลย

ครูพบก็ถามว่า ปืนเล็กหรือว่าปืนใหญ่

เด็กตอบว่า ปืนใหญ่

ครูพบเลยถามต่อว่า ยิงกี่ครั้ง

เด็กบอกว่า 5 ครั้ง

ครูพบเลยชวนคุยต่อไปว่า โฮ งั้นทะลุครูไปโดนกำแพงสามอันเลยเนี้ย

แล้วไง พอรึยังเอาปืนมายิงครูจนโบ๋เป็นรู พอยัง

เด็กก็บอกว่ายังไม่พอ จะเอาเครื่องบินมาทิ้งระเบิดด้วย

ครูพบก็ทำท่าหลบระเบิด ตูม ๆ ๆ

ที่นี้ ครูพบบอกว่า เด็กก็จะเริ่มสนุกแล้วไง เหมือนเราชวนเค้าเล่นด้วย

พอเค้าสนุกแล้ว ก็จะคลายอารมณ์โกรธลงได้

ครูพบก็ยังไม่หยุดแค่นั้น ชวนเด็กเล่นต่อไปว่า

พอยัง ๆ เด็กบอกว่า จะเอารถถังมาทับให้บี้แบนไปเลย

ครูพบบอกว่า ที่ผมไม่หยุดแล้วดึงเค้าเล่นต่อไปด้วยจินตนาการนั้น

เป็นการดึงไปให้ถึงที่สุด เพื่อทำให้เค้ารู้ว่า นี่คือจินตนาการ ไม่ใ่ช่ความเป็นจริง

………………………………….

อันนี้ก็อาจจะมีคำถามจากแม่ ๆ หลายคนต่อว่า แล้วเด็กจะไม่รุนแรงก้าวร้าวเหรอ

เอาเป็นว่า จะเก็บไปเป็นคำถามไว้ถามให้ครั้งหน้านะคะ

หรือว่าเผื่อครูหมีแวะมา อาจจะรบกวนครูหมีตอบหน่อยนะค๊า

มาต่อกันที่การระบายความโกรธในระดับที่ 4 กัน

4. ระดับการหาทางออกด้วยเหตุผล : เมื่อถึงจุดนึง เด็กจะหาทางออกด้วยเหตุผลได้

คืออาจจะโกรธจนมือไม้สั้น ปากสั้น แต่เดินไปบอกว่า ไม่ชอบนะ อย่าทำแบบนี้นะ

นั่นหละคะ เค้ามาถึงระดับที่ 4 ได้แล้ว คือโกรธนะ แต่ก็มาบอก ว่าโกรธไม่พอใจอะไร

ครูพบย้ำว่า เราอย่าไปสอนให้ลูกไม่โกรธนะ

เพราะ “โกรธ” คืออารมณ์ธรรมชาติของมนุษย์ เราเองยังโกรธเลย

อย่าไปคิดว่าเด็กจะไม่ควรโกรธ หรือว่า การโกรธเป็นเรือ่งไม่ดี

ครูพบบอกว่า เด็กที่สื่อสารไม่ค่อยได้ หรือว่ายังไม่ได้ หรือว่าไม่ดีนั้น

จะใช้การระบายความโกรธด้วย ระดับที่ 2 คือการตี ทำร้าย เพราะสื่อสารไม่ได้

ถ้าเค้าสื่อสารได้ดี เค้าจะไม่ทำ  นี่ก็เป็นอีกเืรื่องที่ทำให้รู้ว่า “การสื่อสาร” นั้นสำคัญ

……………………………………….

ครูพบพูดถึง หลักการพัฒนาอีกนะ ดูเป็นวิชาการมากเลย ขอไม่เล่าหละกัน

มันยาก 555 ซะงั้น  เอาเป็นว่า ครูพบแนะนำให้ไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติม

www.cf.mahidol.ac.th/floortime

ครูพบแนะนำหนังสือ

เรื่องการออกแบบลูกรักด้วยวิธีเลี้ยง

วัยรุ่นไม่ว่นได้ไง

วัยรุ่นไม่เป็นปัญหา

งงใช่ไหมค่ะว่าทำไมแนะนำหนังสือวัยรุ่น ทีแรกก็งงเหมือนกัน

ครูพบบอกว่า คนเขียน (นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์) ท่านเขียนไว้ว่า

พฤติกรรมหลาย ๆ อย่างของวัยรุ่นมีผลมาจากการเลี้ยงดูในวัยอนุบาล

แล้วก็มีกล่าวรายละเอียดไว้ด้วย .. ลองไปหามาอ่านกันนะ

…………………………………

วันนี้เอาเท่านี้ก่อนนะ ไปปั่นงานต่อก่อนนะ

Leave a Reply

 

Panorama Theme by Themocracy