ฝึกวิทยายุทธ..สกัดจุดลูกจอมเฮี้ยว ตอนที่ 3
มาเพิ่มให้ต่อจากความเดิมสองตอนที่แล้วนะคะ
ช่วงนี้งานยุ่งใช้ได้เลย และจะยุ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
เลยคิดว่ารีบมาอัพเรื่องนี้ให้จบจะดีกว่า เดี๋ยวแม่ ๆ จะรออ่านกันนานไป
เอาต่อด้วยเรื่อง “แม่น้องข้าวหอม” ดีกว่าค่ะ เคสตัวอย่างนี้ได้อะไรเยอะเลย
……………………………
คืออย่างนี้ค่ะ ครูพบให้ยกมือถามคำถาม แม่น้องข้าวหอมก็ถามคะ
ว่าลูกสาว คือน้องข้าวหอม (เรียนห้องเดียวกะปรางนวล) ตอนนี้คือ
อยากจะทำอะไรเอง แล้วพอทำไม่ได้ ก็โมโหตัวเอง หงุดหงิดร้องไห้
เช่น ใส่เสื้อจะติดกระดุมเอง พอติดไม่ได้ ก็ร้องไห้ว่ามันทำไม่ได้
พอแม่จะเข้าไปช่วย ก็บอกว่าไม่ต้อง ๆ จะทำเอง แล้วก็ร้องไห้เสียงดัง
ครูพบเลยเชิญแม่น้องข้าวหอมออกมาด้านหน้า แล้วก็เหมือนเดิมค่ะ
ให้แม่น้องข้าวหอมแปลงร่างเป็น “ข้าวหอม” เสียเอง แล้วก็ครูพบจะเป็นแม่ให้
จะบอกว่า แม่น้องข้าวหอม แสดงได้เหมือนข้าวหอมมาก ทั้งร้องไห้ สะบัดมืดกระพือเสื้อ
เลยทำให้ผู้ปกครองที่เข้าร่วมฟังบรรยาย ได้อรรถรสอีกรูปแบบนึง
และก็ทำให้น่าสนใจมากขึ้น เพราะเคสนี้ น่าจะเป็นเหมือน ๆ กันทุกบ้าน
…………………………
ข้าวหอม : มันติดไม่ได้อ่ะ กระดุมเนี้ย (เสียงสูงอารมณ์เสีย)
คุณแม่ (ครูพบ) : ร้องไห้ทำไมเหรอลูก
ข้าวหอม : มันติดไม่ได้ กระดุมเนี้ยมันติดไม่ได้
คุณแม่ : มันยากใช่ไหมลูก ไหน ๆ แม่ดูซิ
ข้าวหอม : ก็ยังคงร้องไห้ ด้วยอาการหงุดหงิด “ติดไม่ได้ ๆ ”
คุณแม่ : ใช่จริง ๆ ด้วยลูก มันยากเนาะ
ข้าวหอม : ฮือ ๆ ไม่ได้อ่ะ ทำไม่ได้
คุณแม่ : แม่ก็ว่ามันยากนะ แต่ไหน ๆ ลองดูซิ หรือว่าเราจะไม่ติดมันดีไหม ?
ข้าวหอม : จะติด ๆ จะทำเอง ๆ
คุณแม่ : แต่แม่ก็ว่ามันยากอยู่นะ รูมันเล็กนิดเดียวเอง
………………………………..
ครูพบถามแม่น้องข้าวหอมระหว่างนั้นว่า
เหตุการณ์จริง คุณแม่ทำยังไงในวันนั้น
แม่น้องข้าวหอมบอกว่า ก็บอกลูกว่า จะทำให้ เค้าก็ไม่ยอมจะทำเอง
แล้วก็บอกว่า ลูกก็เอากระดุมใส่ไปในรูซิ
ครูพบเลยบอกว่า เราต้องดูแลความรู้สึกของลูกก่อนจะให้เหตุผลเค้า
อย่างตัวอย่างที่ครูพบทำให้ดูคือ การทำตัวเป็นพวกเดียวกับลูก
คือเข้าใจเค้านะ ว่ามันยากสำหรับเค้า พยายามบอกให้รู้สึกว่า
แม่ก็รู้สึกว่ามันยากเหมือนกัน เพื่อให้ลูกรู้ว่า ยังไง ๆ แม่ก็อยู่ข้าง ๆ นะ
แล้วรอลูกอารมณ์คลายลงก่อน แล้วค่อย สอนวิธีการกัน
ครูพบบอกอีกว่า เหมือนเรา กำลังหัวเสีย แ้ล้วมีคนมาบอกว่า ทำอย่างนี้ซิ ทำอย่างนั้นซิ
………………………………..
เรื่องนี้ ทำให้ได้ฉุกคิดนะ .. เรามักจะเอาวิธีการที่ถูกต้องใส่ให้ลูกทันที
โดยลืมนึกไปว่า ตอนนั้น ผู้รับพร้อมจะรับวิธีการของเราไหม
อยู่ในภาวะอารมณ์ที่พร้อมจะเรียนรู้รึยัง ?
มันก็เลยนึกย้อนไปถึงที่ครูพบบอกในตอนแรกว่า
พวกเราเนี้ย สอนลูกกันทุกวินาทีเลย ไม่ต้องสอนกันขนาดนั้นก็ได้
เว้นการสอนในสภาวะอารมณ์แบบนี้ สักช่วง ก็น่าจะดีเนาะ
………………………………..
ต่อจากนั้น ก็จำได้บ้างไม่ได้บ้างแล้วหละ แต่จำได้เรื่องการระบายความโกรธของเด็ก
ครูพบบอกว่า การแสดงความโกรธของเด็กถูงแบ่งออกเป็น 4 ระดับ คือ
1. ระดับก่อนพฤติกรรม : คือโกรธนะ แต่ยังทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ร้องดิ้นไปดิ้นมา
เก็บความโกรธนั้นไว้กับตัว เหมือนเด็กเล็ก ๆ ที่ยังทำอะไรไม่ได้ พอพ้นวัยนั้นมาก็จะเป็น
ระดับต่อไป คือ
2. ระดับการระบายพลัง : คือการขว้างของ กัดคนอื่น ทุบตีคนอื่น คือเด็กวัยนี้จะรู้จักการ
ระบายความโกรธไปยังต้นเหตุของอารมณ์โกรธของตัวเองได้แล้ว คือโกรธใครก็กัดคนนั้น
หรือว่า ไม่พอใจใครก็ขว้างของใส่ไป พอโตขึ้นมาหน่อย ก็จะเป็น
3. ระดับการใช้สัญลักษณ์หรือใช้จินตนาการระบายความโกรธ : น่าจะเป็นวัยอย่างปรางนวล
คือรู้จักใช้จินตนาการในการเล่น ก็รู้จักใช้จินตนาการในการระบายความโกรธ อย่างเช่น
จะเอายาพิษมาให้ครูกินเลย เพราะครูทำให้ไม่พอใจ หรือว่าขัดใจ หรือว่าจะเอามีดมาแทง
เอารถถังมาทับครูให้แบนไปเลย ซึ่งครูพบก็ถามว่า ระหว่างระดับที่ 2 กับ 3 อันไหนดีกว่ากัน
แม่ ๆ หลายคนก็คิดว่าระดับที่ 2 ดีกว่า เพราะก็ดูไม่รุนแรงถึงขั้น จะทำให้ใครเจ็บ ใครตายเนาะ
แต่ครูพบบอกว่า ระดับที่ 3 ดีกว่านะ เพราะเด็กใช้จินตนาการ ไม่ได้ทำจริง ๆ
แล้วเด็กที่เปลี่ยนการระบายความโกรธจากระดับที่ 2 เป็นระดับที่ 3 ถือดีเพราะ
จะทำให้ลดพฤติกรรมการทำ้ร้ายคนอื่นลงได้ เพราะเด็กดับความโกรธได้ด้วยจินตนาการ
…………………………………..
ครูพบยกตัวอย่างว่า มีเด็กเล่นกันแล้วโกรธครูพบ
บอกว่า จะเอาปืนมายิงครูพบเลย
ครูพบก็ถามว่า ปืนเล็กหรือว่าปืนใหญ่
เด็กตอบว่า ปืนใหญ่
ครูพบเลยถามต่อว่า ยิงกี่ครั้ง
เด็กบอกว่า 5 ครั้ง
ครูพบเลยชวนคุยต่อไปว่า โฮ งั้นทะลุครูไปโดนกำแพงสามอันเลยเนี้ย
แล้วไง พอรึยังเอาปืนมายิงครูจนโบ๋เป็นรู พอยัง
เด็กก็บอกว่ายังไม่พอ จะเอาเครื่องบินมาทิ้งระเบิดด้วย
ครูพบก็ทำท่าหลบระเบิด ตูม ๆ ๆ
ที่นี้ ครูพบบอกว่า เด็กก็จะเริ่มสนุกแล้วไง เหมือนเราชวนเค้าเล่นด้วย
พอเค้าสนุกแล้ว ก็จะคลายอารมณ์โกรธลงได้
ครูพบก็ยังไม่หยุดแค่นั้น ชวนเด็กเล่นต่อไปว่า
พอยัง ๆ เด็กบอกว่า จะเอารถถังมาทับให้บี้แบนไปเลย
ครูพบบอกว่า ที่ผมไม่หยุดแล้วดึงเค้าเล่นต่อไปด้วยจินตนาการนั้น
เป็นการดึงไปให้ถึงที่สุด เพื่อทำให้เค้ารู้ว่า นี่คือจินตนาการ ไม่ใ่ช่ความเป็นจริง
………………………………….
อันนี้ก็อาจจะมีคำถามจากแม่ ๆ หลายคนต่อว่า แล้วเด็กจะไม่รุนแรงก้าวร้าวเหรอ
เอาเป็นว่า จะเก็บไปเป็นคำถามไว้ถามให้ครั้งหน้านะคะ
หรือว่าเผื่อครูหมีแวะมา อาจจะรบกวนครูหมีตอบหน่อยนะค๊า
มาต่อกันที่การระบายความโกรธในระดับที่ 4 กัน
4. ระดับการหาทางออกด้วยเหตุผล : เมื่อถึงจุดนึง เด็กจะหาทางออกด้วยเหตุผลได้
คืออาจจะโกรธจนมือไม้สั้น ปากสั้น แต่เดินไปบอกว่า ไม่ชอบนะ อย่าทำแบบนี้นะ
นั่นหละคะ เค้ามาถึงระดับที่ 4 ได้แล้ว คือโกรธนะ แต่ก็มาบอก ว่าโกรธไม่พอใจอะไร
ครูพบย้ำว่า เราอย่าไปสอนให้ลูกไม่โกรธนะ
เพราะ “โกรธ” คืออารมณ์ธรรมชาติของมนุษย์ เราเองยังโกรธเลย
อย่าไปคิดว่าเด็กจะไม่ควรโกรธ หรือว่า การโกรธเป็นเรือ่งไม่ดี
ครูพบบอกว่า เด็กที่สื่อสารไม่ค่อยได้ หรือว่ายังไม่ได้ หรือว่าไม่ดีนั้น
จะใช้การระบายความโกรธด้วย ระดับที่ 2 คือการตี ทำร้าย เพราะสื่อสารไม่ได้
ถ้าเค้าสื่อสารได้ดี เค้าจะไม่ทำ นี่ก็เป็นอีกเืรื่องที่ทำให้รู้ว่า “การสื่อสาร” นั้นสำคัญ
……………………………………….
ครูพบพูดถึง หลักการพัฒนาอีกนะ ดูเป็นวิชาการมากเลย ขอไม่เล่าหละกัน
มันยาก 555 ซะงั้น เอาเป็นว่า ครูพบแนะนำให้ไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติม
www.cf.mahidol.ac.th/floortime
ครูพบแนะนำหนังสือ
เรื่องการออกแบบลูกรักด้วยวิธีเลี้ยง
วัยรุ่นไม่ว่นได้ไง
วัยรุ่นไม่เป็นปัญหา
งงใช่ไหมค่ะว่าทำไมแนะนำหนังสือวัยรุ่น ทีแรกก็งงเหมือนกัน
ครูพบบอกว่า คนเขียน (นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์) ท่านเขียนไว้ว่า
พฤติกรรมหลาย ๆ อย่างของวัยรุ่นมีผลมาจากการเลี้ยงดูในวัยอนุบาล
แล้วก็มีกล่าวรายละเอียดไว้ด้วย .. ลองไปหามาอ่านกันนะ
…………………………………
วันนี้เอาเท่านี้ก่อนนะ ไปปั่นงานต่อก่อนนะ
